Hi Guys,
I visited this amazing market simply because a friend of mine asked me to accompany him to pay hommage to Luang Por Sothorn in Chacheongsao. What srikes me when I strolled in the market was the friendliness and warmth of the place and people in the market. The place brought back some good primary school memories to me. For instance, two of my most favourite dishes, kai no kra ta and wan yen. My memories of year 5-6 are full with joy of wan yen with my mates after class.
We also wandered around the market and found a number of old-fashioned shops which also remind me of Thailand in 1980s. At that period, I was in my secondary school and loved to skipped some (boring) classes to the market around my school where I chatted with shop vendors, customers, uncles and aunties.
We stopped by a an authentic restaurant called 'Chuan ma' ชวนมา which is well-known by the locals of Chacheongsao. The best crab rolls orr Hoy Jor was served with sweet plum sauce and fresh cucumbers. Of course, it's one of the most popular dishes from this restaurant. We also ordered Kang Som Cha Om Kai , Yum Oyster and Pla Tod......hmmmmmm อร่อยมาก
The day was filled with joy and laughs with friends and new friends from the market. We found millions of products/toys/food/fashion items at the market. The highlight of the day is iced coffee at uncle Lee shop. He's the landmark of the market and always in front of his shop. He showed us a big photo albums of his clients which include a number of celebrities, politicians, sportstars and singers.
It's only 30 minutes away from the heart of Bangkok! You have got to go there !
Monday, January 23, 2012
Monday, May 30, 2011
ของอร่อยในเมืองไทย
มา มา เรามาดูกันพี่น้องเอ๋ย ว่าของกินอันไหนในเมืองไทย ที่อร่อย หากินยาก และ ถูกอกถูกใจพวกเรากัน
บาเยีย
ของว่างที่กินกับ ชานม ของคนมุสลิม ทำจากถั่วเหลืองซีกบดหยาบและละเอียดมาผสมกัน เติมเครื่องเทศ ปรุงรสนำไปทอดในน้ำมัน กินกับพริกแห้ง ต้นหอมสด และน้ำจิ้มถั่วลิสง ร้านบาเยียพาหุรัด รถเข็นตั้งอยู่ถัดเซ็นทรัลวังบูรพา บริเวณตู้ไปรษณีย์ แต่บางครั้งย้ายไปขายฝั่งตรงข้ามหน้าร้านเจริญพร ร้านเปิด ทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-15.30 น.
พระรามลงสรง (คนจีนเรียก ซาแต้)
ขนมอินทนิล
หมูโสร่ง และไก่โสร่ง
บาเยีย
ของว่างที่กินกับ ชานม ของคนมุสลิม ทำจากถั่วเหลืองซีกบดหยาบและละเอียดมาผสมกัน เติมเครื่องเทศ ปรุงรสนำไปทอดในน้ำมัน กินกับพริกแห้ง ต้นหอมสด และน้ำจิ้มถั่วลิสง ร้านบาเยียพาหุรัด รถเข็นตั้งอยู่ถัดเซ็นทรัลวังบูรพา บริเวณตู้ไปรษณีย์ แต่บางครั้งย้ายไปขายฝั่งตรงข้ามหน้าร้านเจริญพร ร้านเปิด ทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-15.30 น.
พระรามลงสรง (คนจีนเรียก ซาแต้)
ระบุไม่แน่ ชัดว่าเป็นอาหารที่มาจากจีนหรือมลายู ความอร่อยอยู่ที่ น้ำราด ซึ่งทำจาก ถั่วลิสง งา เครื่องแกง และกะทิ รสคล้ายกับน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ เมื่อจะกินตักราดบนเนื้อหมูและผักบุ้งลวก เพิ่มน้ำพริกเผาใส่ลงไปอีกครั้ง ร้านต้นเครื่อง ปากซอยทองหล่อ 13 มีที่จอดรถในร้าน ถ้าเต็มให้จอดรถที่อาคารโฮมเพลซ ฟรี เปิด ทุกวันตั้งแต่ 11.00- 22.30น อ้อ ในฐานะเด็กสวนกุหลาบเก่า ผมขอแนะนำ ศูนย์อาหารที่ดิโอลด์สยาม ตรงวังบูรพา มีพระรามลงสรงที่แซ่บมาก
ขนมอินทนิล
อินทนิลเป็น ขนมที่ทำยาก เพราะต้องอาศัยการกวนตัวขนมนาน และต้องพักตัวขนมที่ได้ไว้ข้ามคืนจึงจะนำมาใช้ได้ ขนมที่ดีเนื้อต้องเหนียวนุ่ม หวานเล็กน้อย แป้งต้องสุกไม่เป็นไตแข็ง น้ำกะทิต้องหอมกลิ่นคัวเทียนและดอกไม้ ร้านสมทรงโภชนา (มีขนมอินทนิลขายเฉพาะวันจันทร์) ร้านอยู่หลังป้อมพระสุเมรุ ในซอยวัดสังเวช ถ.พระอาทิตย์ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 09.30-16.00 น. หยุดวันเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ และ เทศกาลกินเจ
หมูโสร่ง และไก่โสร่ง
เป็นของว่าง ไทยที่พิถีพิถัน โดยนำหมูสับละเอียดมาผสมกับ รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด จากนั้นนำเส้นหมี่ซั่วต้มสุกมาพันให้รอบ ความยากอยู่ที่วิธีการทอดให้ใส้ในสุกโดยที่เส้นหมี่ด้านนอกไม่ไหม้ ร้านต้นเครื่อง ปากซอยทองหล่อ 13 มีที่จอดรถในร้าน ถ้าเต็มให้จอดรถที่อาคารโฮมเพลซ ฟรี เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-23.30น. ร้านไก่โสร่งหน้าวัดปรมัยยิกาวาส (เกาะเกร็ด) หน้าวัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เปิดวัน เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 6.00-18.00น
กะลอจิ๊
อาหารกินเล่น ของคนจีน ที่ต้องนำแป้งสุกก้อนกลมมาจี่บนกระทะร้อนๆ กลิ้งไปมา ส่วนที่สุกเหลืองเกรียมก็จะใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยมพอคำ คลุกกับน้ำตาลบดกับงาขาวและงาดำคั่ว ขนมที่ดีต้องมีกลิ่นหอม เนื้อแป้งนุ่มเหนียว ผิวนอกกรอบ เพราะต้องทอดไหม้ๆ จึงจะอร่อย ตลาดบ้านใหม่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ( ร้านเป็นรถเข็นติดกับร้านขนมกุ้ยช่ายจิระพร ) เปิดเฉพาะวัน เสาร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น
Saturday, April 23, 2011
Trinitas Thai อร่อย หรู เรียบ แบบฝรั่งปนไทย
Trinitas isn't a typical Thai restaurant in Melbourne. Why? When I visited Trinitas the first thing that I observed was its menu and I realise they do serve 'non-Thai food', inspired by Thai ingredients!! Do not expect what we eat in Bangkok or Pattaya, this restaurant do serve Thai-inspired Australian food. Having said that, the food was by far the most creative and extremely delicious!
คุณผู้อ่านที่อาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคงคุ้นเคยกับรสชาติอาหารไทยประยุกต์ ที่ขายกันดาษดื่นในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ แกงเขียวหวานกะทิข้นที่หวานติดปลายลิ้น ผัดไทยที่อยู่ดีๆแครอท ถั่วลันเตาก็เสนอหน้ามาในจาน ยำปลาหมึกที่ผักกาดเข้ามาแจมกับเส้นจันทร์ หรือ แม้แต่ต้มข่าไก่ใส่มันฝรั่ง อีบ้า จะทำลายกันไปถึงไหน ถ้าเป็นยุคก่อน โลกาภิวัฒน์ที่อะไรมันหายากๆ ก็พอเข้าใจ แต่ทุกวันนี้มันหาง่ายไปหมด แต่ หลายร้านก็ยังคงเลือก ที่จะไม่ทำของจริงให้ชาวต่างชาติ (สำหรับคนไทย) ทาน ส่วนใหญ่ฉันจึงสาปส่งอาหารไทยประยุกต์และแก้ปัญหาด้วยการสั่งของพื้นๆมากิน (เป็นต้นว่าไข่ต้ม ล้อเล่น)
ตอนนี้มีร้านไทยร้านหนึ่งที่ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิด ในระดับหนึ่ง ร้านชื่อว่า Trinitas Thai ซึ่งตั้งอยู่ในเขต Camberwell เป็นย่านคนมีกะตังค์ของเมลเบิร์น จริงๆร้านนี้มีความผูกพันธ์กับฉันมาก เพราะเจ้าของร้านทั้งสามคนเป็นสหายรักในออสเตรเลีย เขาทั้งสามชื่อว่า โยดา กุ้ง และ ภาค ฉันรู้จักน้องๆมาร่วมสิบปีและรู้สึกไม่แน่ใจที่จะไปวิจารณ์ จนกระทั่ง วันนี้หลังจากการกลับไปเยี่ยมร้านนี้ไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดครั้ง ฉันกล้าวิจารณ์แล้วละ จริงๆต้องบอกว่าร้านนี้ดังมาก หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเขียนถึงกันมากมาย และ คิวแน่นเอี๊ยดดดด ทุกคืน แต่สิ่งพวกนี้ ตัวฉันไม่ค่อยสนใจ เพราะฉันเป็นคนเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง หรือ พูดง่ายๆว่าเห็นแก่ตัว ดังนั้น ของที่หลายๆคนชอบ ฉันอาจชอบหรือไม่ชอบก็ได้
ตอนร้านนี้เปิดครั้งแรกเมื่อสี่ปีี่ที่ผ่านมา ฉันไม่ใคร่ประทับใจในรสมือของ น้องกุ้งนัก เพราะยังติดการเป็น ร้านอาหาร Fusion WITHOUT substance! หวาน มัน มะพร้าว ถั่ว น้ำตาลล้น โคเลสตอรอลทะลัก มีวันหนึ่งฉันพาเพื่อนๆคนไทยไปกินทุกคน มีพี่คนนึงขอสั่งไข่เจียวหลังสั่งอาหารอื่นๆมากิน เพราะไม่ชอบความหวานแสบไส้ของอาหาร หลังจากนั้น ฉันก็หายไปจากการไปทานอาหารที่นั่น แต่ก็ยังไปเยี่ยมเยือนน้องๆเป็นระยะๆ ได้ข่าวว่าน้องๆขายดีฉันดีใจ แต่ระคนความสงสัย ทว่า ฉันไม่ปล่อยความสงสัยไว้นาน เมื่อปลายปีที่แล้วฉันกลับไปทานใหม่ และ เริ่มติดใจ ติดใจอะไรเหรอ มา มา มา จะเล่าให้ฟัง
ร้านนี้เขามีสามเมนู แลดูวุ่นวาย ปวดหัว แต่ฉันไม่สนอะไรนอกจาก เมนูร่วมสมัย Contemporary เพราะฉันเจอของถูกปากที่สุดจากอาหารกลุ่มนี้ จานแรกคือ Imperial Fish ชื่อเก๋มากๆ ทงร้านเอาปลาไปทอดให้กรอบ และราดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของเครื่องแกงไทยกับโยเกิร์ต นี่แหละ Substance ที่ฉันพูดถึง เพราะความเปรี่ยวเจือๆของโยเกิร์ตกับความเข้มและข้นของเครื่องแกงไทยมันตัดกับเนือปลาชุบแป้งทอดที่ออกมันๆ ฉันได้กลิ่นอายของพะแนงที่ไม่หวานจัดแบบพะแนง จานนี้ทานกับข้าวอร่อยมาก
จานต่อมา เป็นของทานเล่นๆ แต่ฉันทานจริง เพราะความเข้มของอาหาร ยำหอยสกอลลอป (Scallop) อร่อยตรงเนื้อหอยที่สดและคาวแต่ผสมผสานกับน้ำจิ้มที่เจือหวานเจือเค็ม เชฟได้ผสมแอปเปิ้ลและหอมแดง ใบผักชีมาในหอย ทำให้ไม่เลี่ยน ปรกติ ฉันเกลียดการเอาแอปเปิ้ล มาใส่ในอาหารไทยเพราะจัดเป็นความสิ้นคิดประการหนึ่ง (ตามที่เคยกล่าวมาก่อน) หลายร้านเวลาทำยำหรือส้มตำมักเอาแอปเปิ้ลมาใส่และปะปนกับเนื้อสัตว์ จริงๆจานนี้เกือบจะโดนตำหนิไปแล้วด้วย แต่ ความอร่อยและรสจัดๆของหอยช่วยไว้ได้มาก ทำให้อร่อย จัดจ้าน
จานที่สาม สมกับชื่อร้านสามทหารเสือ นั่นคือ สลัดสามสหาย หรือ Triple Salad น้องกุ้ง พ่อครัวคนดัง นำอาหารทะเลสามอย่างคือ ปลาหมึก กุ้ง และ ปลา มาชุบแป้งและอะไรก็ไม่ทราบได้ แล้วก็ทำน้ำยำที่อมหวานอมเปรี้ยว แต่เจือความเผ็ดเอาไว้ที่ติดปลายลิ้น จริงๆอาหารจานนี้ฉันถ่ายรูปมาไม่สวยนัก แต่การจัดตกแต่งจานนั้นสวยมาก เวลาชิมคำแลกสิ่งที่ติดปลายลิ้นคือ รสน้ำยำที่มีครบสามรส เปรี้ยว หวาน เค็ม แต่เจือเผ็ดกลายๆ จานนี้สำหรับฉันให้ดาวเต็มฟ้า
หากใครอยู่เมลเบิร์นหรือมาเที่ยวเมลเบิร์น ลองไปกินร้านนี้ดูได้ หรือจะแวะไปดูเวปไซต์ของร้านที่ http://www.trinitasthai.com.au/ ก่อนตัดสินใจไปกินก็ลองดูนะ ขอให้อิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้า
ตอนนี้มีร้านไทยร้านหนึ่งที่ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิด ในระดับหนึ่ง ร้านชื่อว่า Trinitas Thai ซึ่งตั้งอยู่ในเขต Camberwell เป็นย่านคนมีกะตังค์ของเมลเบิร์น จริงๆร้านนี้มีความผูกพันธ์กับฉันมาก เพราะเจ้าของร้านทั้งสามคนเป็นสหายรักในออสเตรเลีย เขาทั้งสามชื่อว่า โยดา กุ้ง และ ภาค ฉันรู้จักน้องๆมาร่วมสิบปีและรู้สึกไม่แน่ใจที่จะไปวิจารณ์ จนกระทั่ง วันนี้หลังจากการกลับไปเยี่ยมร้านนี้ไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดครั้ง ฉันกล้าวิจารณ์แล้วละ จริงๆต้องบอกว่าร้านนี้ดังมาก หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเขียนถึงกันมากมาย และ คิวแน่นเอี๊ยดดดด ทุกคืน แต่สิ่งพวกนี้ ตัวฉันไม่ค่อยสนใจ เพราะฉันเป็นคนเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง หรือ พูดง่ายๆว่าเห็นแก่ตัว ดังนั้น ของที่หลายๆคนชอบ ฉันอาจชอบหรือไม่ชอบก็ได้
ตอนร้านนี้เปิดครั้งแรกเมื่อสี่ปีี่ที่ผ่านมา ฉันไม่ใคร่ประทับใจในรสมือของ น้องกุ้งนัก เพราะยังติดการเป็น ร้านอาหาร Fusion WITHOUT substance! หวาน มัน มะพร้าว ถั่ว น้ำตาลล้น โคเลสตอรอลทะลัก มีวันหนึ่งฉันพาเพื่อนๆคนไทยไปกินทุกคน มีพี่คนนึงขอสั่งไข่เจียวหลังสั่งอาหารอื่นๆมากิน เพราะไม่ชอบความหวานแสบไส้ของอาหาร หลังจากนั้น ฉันก็หายไปจากการไปทานอาหารที่นั่น แต่ก็ยังไปเยี่ยมเยือนน้องๆเป็นระยะๆ ได้ข่าวว่าน้องๆขายดีฉันดีใจ แต่ระคนความสงสัย ทว่า ฉันไม่ปล่อยความสงสัยไว้นาน เมื่อปลายปีที่แล้วฉันกลับไปทานใหม่ และ เริ่มติดใจ ติดใจอะไรเหรอ มา มา มา จะเล่าให้ฟัง
ร้านนี้เขามีสามเมนู แลดูวุ่นวาย ปวดหัว แต่ฉันไม่สนอะไรนอกจาก เมนูร่วมสมัย Contemporary เพราะฉันเจอของถูกปากที่สุดจากอาหารกลุ่มนี้ จานแรกคือ Imperial Fish ชื่อเก๋มากๆ ทงร้านเอาปลาไปทอดให้กรอบ และราดด้วยน้ำที่มีส่วนผสมของเครื่องแกงไทยกับโยเกิร์ต นี่แหละ Substance ที่ฉันพูดถึง เพราะความเปรี่ยวเจือๆของโยเกิร์ตกับความเข้มและข้นของเครื่องแกงไทยมันตัดกับเนือปลาชุบแป้งทอดที่ออกมันๆ ฉันได้กลิ่นอายของพะแนงที่ไม่หวานจัดแบบพะแนง จานนี้ทานกับข้าวอร่อยมาก
Imperial fish is my very first dish. and I LOVE it! I asked chef koong who created this menu in 2011 and realised he combines various types of herbs and 'sugar' to make sure we can smell and taste the flavour of Thailand.
จานต่อมา เป็นของทานเล่นๆ แต่ฉันทานจริง เพราะความเข้มของอาหาร ยำหอยสกอลลอป (Scallop) อร่อยตรงเนื้อหอยที่สดและคาวแต่ผสมผสานกับน้ำจิ้มที่เจือหวานเจือเค็ม เชฟได้ผสมแอปเปิ้ลและหอมแดง ใบผักชีมาในหอย ทำให้ไม่เลี่ยน ปรกติ ฉันเกลียดการเอาแอปเปิ้ล มาใส่ในอาหารไทยเพราะจัดเป็นความสิ้นคิดประการหนึ่ง (ตามที่เคยกล่าวมาก่อน) หลายร้านเวลาทำยำหรือส้มตำมักเอาแอปเปิ้ลมาใส่และปะปนกับเนื้อสัตว์ จริงๆจานนี้เกือบจะโดนตำหนิไปแล้วด้วย แต่ ความอร่อยและรสจัดๆของหอยช่วยไว้ได้มาก ทำให้อร่อย จัดจ้าน
Scallop salad!! OMG this dish is beyond my imagination of Thai food. Scallop is for the rich in Thai and we could hardly dream of it. Trinitas has made our dream come true! The 'Yum' (sald) is full of fresh and clean flavour and no pretending flavour in this exotic dish.
จานที่สาม สมกับชื่อร้านสามทหารเสือ นั่นคือ สลัดสามสหาย หรือ Triple Salad น้องกุ้ง พ่อครัวคนดัง นำอาหารทะเลสามอย่างคือ ปลาหมึก กุ้ง และ ปลา มาชุบแป้งและอะไรก็ไม่ทราบได้ แล้วก็ทำน้ำยำที่อมหวานอมเปรี้ยว แต่เจือความเผ็ดเอาไว้ที่ติดปลายลิ้น จริงๆอาหารจานนี้ฉันถ่ายรูปมาไม่สวยนัก แต่การจัดตกแต่งจานนั้นสวยมาก เวลาชิมคำแลกสิ่งที่ติดปลายลิ้นคือ รสน้ำยำที่มีครบสามรส เปรี้ยว หวาน เค็ม แต่เจือเผ็ดกลายๆ จานนี้สำหรับฉันให้ดาวเต็มฟ้า
This dish is my most favourite dish, the Three Amigos salad! There's a story of this restaurant where 3 Thai boys, Yoda, Koong and PArk, started Trinitas and one of the very first dishes they created is this awesome Thai salad. This is by far the best dish for me.ที่เหลือในเมนูมีอีกมากมาย แต่ยังไม่ประทับใจฉันเท่าสามจานนี้ และที่เลือกเขียน เพราะว่า ฉันเห็นในปัจจุบัน ร้านอาหารไทยหลายๆที่ในโลก พยายามทำเป็นแนวฟิวชั่น โดยไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังขายอะไรอยู่ Fusion cuisine คือการผสานอาหารหลากองค์ประกอบและวัฒนธรรม การนำองค์ประกอบมาผสานต้องมีที่มาทีไปว่าทำไม เช่น ฉันชอบการเอาสลัดญี่ปุ่นมาทานรวมกับสเต๊คเนื้อ หรือ การเอาแกงไทยๆมาทำพิซซ่า (ซึ่งหลายคนบอกรับไม่ไหว)
หากใครอยู่เมลเบิร์นหรือมาเที่ยวเมลเบิร์น ลองไปกินร้านนี้ดูได้ หรือจะแวะไปดูเวปไซต์ของร้านที่ http://www.trinitasthai.com.au/ ก่อนตัดสินใจไปกินก็ลองดูนะ ขอให้อิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้า
ความสิ้นคิดของร้านอาหารไทย
วันนี้ได้ข่าวว่ามีร้านอาหารไทยเปิดใหม่ถึงสองร้าน ในเมลเบิร์น ดังนั้น ฉันจึงต้องทำหน้าที่พาไปชิมด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าต้องมีของอร่อยๆมาเล่าให้ชาวบล๊อกฟังกันแน่ๆ เพราะร้านไทยทุกวันนี้น่าจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าเมือ่สองทศวรรษที่ผ่านมา ที่สำคัญร้านทั้งสอวบริหารโดยทีมงานที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ทั้งทีม อืม น่าสนใจ
ฉันต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อไปแวะเยี่ยมทานทั้งสองร้าน ทั้งสองร้าน ทำอาหารได้ราวกับการก๊อปปี้เมนูร้านอาหารไทยตาม suburb ที่ตั้งมาเมื่อช่วงกรุงแตก เรามาดูเมนูสิ้นคิดกันครับพี่น้อง
อาหารเรียกน้ำย่อย Bloody Spring rolls and Curry Puff! กูเบื่อ ทำไมทุกร้าน ทุกหย่อมหญ้าต้องมีอีเปาะเปี๊ยกับ กะหรี่พัฟสิ้นคิด อยู่เมืองไทย อาหารเรียกน้ำย่อยพวกเราเป็นยำ ส้มตำ หรือ ทอดมัน แต่ทำไมที่นี่ ทุกร้านต้องเริ่มต้นด้วยอีสองอย่างนี้ สิ้นคิดที่สุดในสามโลก
ยัง ยังไม่หมด ตามด้วย ไก่สะเต๊ะ หรือ หมูสะเต๊ะ เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น้ำจิ้มถั่วหวานเจี๊ยบ สะเต๊ะแบบเดิมที่ไปขโมยมาเลย์ อินโดเขานั้น สิ้นคิดมาก ทำไมน้อยร้านมากที่จะเสิร์ฟ ข้าวเหนียว หมูย่าง ตับย่าง ไก่ห่อใบเตย หรือ ทอดมันข้าวโพด ทำง่ายๆ ทั้งนั้นนนนนน ทำไมต้องสะเต๊ะ ทุกร้าน สิ้นคิดที่สุด
พอมาอาหารหลัก ว่าแล้วต้องมาอีหรอบนี้
แกงเขียว แกงแดง แกงเหลือง แกงมัสมั่น ใส่เนื่อ หมู ไก่ โอ๊ยยยยยยยยยยยยย น้ำตาลนะเขาไม่ใส่หรือใส่กันน้อยมากในแกงไทย แต่ขออ้างบ้องตื้นว่า ฝรั่งชอบ นั้น ก็แลดูเป็นสิ่งที่ทุกคนท่องคาถามาพูดกันเป็นประจำ ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแล้วเขาจะรู้ไหมว่า เมืองไทยไม่ได้กินแกงหวานๆ
ต้มยำหรือต้มข่า แทนที่จะเป็นของหลัก ใครก็ไม่รู้เอาไปดัดจริตทำเป็นซุป ไม่มีก็น่าจะบอกว่าไม่มีคนไทยเรากินต้มยำกับข้าวกัน และ ต้มข่าก็มิใช่ต้มยำใส่กะทิ แต่ พวกร้านไทยที่นี่ม่ัว มักง่าย หลายร้าน (ที่ดีก็มีแต่น้อย)
ฉันสงสัยว่าตอนอยู่เมืองไทย เราชอบกิน ผ้ัดผักบุ้ง ผัดผักกระเฉด ไข่พะโล้ ไข่เจียวแหนม หมูผัดพริกไทยดำ ยำผักบุ้งกรอบ ทำไมน้อยร้านมากที่จะเอาของแนวๆนี้มาใส่ ทำกันอยู่นั่นแหละ เปาะเปี๊ยะ แกงแดง เขียว เหลือง สิ้นคิดที่สุด
สุดท้ายไอ้ขนมนะ กล้วยชุบแป้งทอดนะ เอาออกไปเถิด สิ้นคิดกว่าสิ่งใดๆในโลก หลายร้านทำ แกงบวด กล้วยบวดชี บัวลอย ยังพอรับได้ แต่กล้วยทอดกับไอศครีม นั้น อุจาดตาเวลายกมาแล้วบอกว่า อาหารไทย
เบื่อ เซ็ง
ฉันต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อไปแวะเยี่ยมทานทั้งสองร้าน ทั้งสองร้าน ทำอาหารได้ราวกับการก๊อปปี้เมนูร้านอาหารไทยตาม suburb ที่ตั้งมาเมื่อช่วงกรุงแตก เรามาดูเมนูสิ้นคิดกันครับพี่น้อง
อาหารเรียกน้ำย่อย Bloody Spring rolls and Curry Puff! กูเบื่อ ทำไมทุกร้าน ทุกหย่อมหญ้าต้องมีอีเปาะเปี๊ยกับ กะหรี่พัฟสิ้นคิด อยู่เมืองไทย อาหารเรียกน้ำย่อยพวกเราเป็นยำ ส้มตำ หรือ ทอดมัน แต่ทำไมที่นี่ ทุกร้านต้องเริ่มต้นด้วยอีสองอย่างนี้ สิ้นคิดที่สุดในสามโลก
ยัง ยังไม่หมด ตามด้วย ไก่สะเต๊ะ หรือ หมูสะเต๊ะ เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ น้ำจิ้มถั่วหวานเจี๊ยบ สะเต๊ะแบบเดิมที่ไปขโมยมาเลย์ อินโดเขานั้น สิ้นคิดมาก ทำไมน้อยร้านมากที่จะเสิร์ฟ ข้าวเหนียว หมูย่าง ตับย่าง ไก่ห่อใบเตย หรือ ทอดมันข้าวโพด ทำง่ายๆ ทั้งนั้นนนนนน ทำไมต้องสะเต๊ะ ทุกร้าน สิ้นคิดที่สุด
พอมาอาหารหลัก ว่าแล้วต้องมาอีหรอบนี้
แกงเขียว แกงแดง แกงเหลือง แกงมัสมั่น ใส่เนื่อ หมู ไก่ โอ๊ยยยยยยยยยยยยย น้ำตาลนะเขาไม่ใส่หรือใส่กันน้อยมากในแกงไทย แต่ขออ้างบ้องตื้นว่า ฝรั่งชอบ นั้น ก็แลดูเป็นสิ่งที่ทุกคนท่องคาถามาพูดกันเป็นประจำ ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแล้วเขาจะรู้ไหมว่า เมืองไทยไม่ได้กินแกงหวานๆ
ต้มยำหรือต้มข่า แทนที่จะเป็นของหลัก ใครก็ไม่รู้เอาไปดัดจริตทำเป็นซุป ไม่มีก็น่าจะบอกว่าไม่มีคนไทยเรากินต้มยำกับข้าวกัน และ ต้มข่าก็มิใช่ต้มยำใส่กะทิ แต่ พวกร้านไทยที่นี่ม่ัว มักง่าย หลายร้าน (ที่ดีก็มีแต่น้อย)
ฉันสงสัยว่าตอนอยู่เมืองไทย เราชอบกิน ผ้ัดผักบุ้ง ผัดผักกระเฉด ไข่พะโล้ ไข่เจียวแหนม หมูผัดพริกไทยดำ ยำผักบุ้งกรอบ ทำไมน้อยร้านมากที่จะเอาของแนวๆนี้มาใส่ ทำกันอยู่นั่นแหละ เปาะเปี๊ยะ แกงแดง เขียว เหลือง สิ้นคิดที่สุด
สุดท้ายไอ้ขนมนะ กล้วยชุบแป้งทอดนะ เอาออกไปเถิด สิ้นคิดกว่าสิ่งใดๆในโลก หลายร้านทำ แกงบวด กล้วยบวดชี บัวลอย ยังพอรับได้ แต่กล้วยทอดกับไอศครีม นั้น อุจาดตาเวลายกมาแล้วบอกว่า อาหารไทย
เบื่อ เซ็ง
Tuesday, September 21, 2010
ร้านกับแกล้ม หลังสวนในเมลเบิร์น
และแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมร้านไทยแนวใหม่ในเมลเบิร์น ที่ฉีกกฎเดิมๆของแกงเขียวหวาน ร้านนี้มีชื่อเสนาะเพราะโสตว่า กับแกล้ม ซึ่งเวลาข้าพเจ้าพาเพื่อนออสซี่ไปจะเรียกร้านนี้ว่า Club Glam เพราะฟังแล้วได้บรรยากาศ Glamourous นะ
ร้านนี้มันดีตรงไหน ตอบได้ทันทีว่าตรงเมนู แหม พี่น้องจ๋า มาร้านอาหารหากเมนูไม่ดี ใครจะกลับมากินใช่ไหมเอ่ย ร้านนี้ข้าพเจ้าเห็นได้ว่าพยายามฉีกตำราอาหารไทยโบราณมาสู่ความประยุกต์แนวกินลมชมสะพานมากขึ้น วันนี้อาจจะไม่ได้เอาภาพลงแต่เดี๋ยวจะพยายามอัพเดตเอาภาพมาใส่ให้ชมกันนะเด้อ
มาว่ากันว่าจานโปรดท๊อปทรี คืออะไร
ในใจของเรา ยกให้ แถ่น แถ๊นนนนนน ปลาหมึกนึ่งมะนาว อร่อย แซ่บ สะใจแบบปลาหมึกนึ่งแถวบางแสน พัทยาเลยคุณผู้อ่าน อันนี้ต้องยกความดีให้คนที่ไปซื้อปลาหมึก เพราะเมลเบิรืนนั้น อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารทะเลนักแล ข้อเด่นของจานนี้คือการผสมกลมกลืนของมะนาว พริก และซุป อร่อย แบบว่าเมื่อซอสเข้าปากต้องอมให้รสชาติติดอยู่กับปลายลิ้น แล้วค่อยๆกลืนช้าๆให้น้ำซอสละลายและซึมสู่ร่างกาย อร่อย มาก ถึง มากที่สุด
ผู้เข้ารอบ จานที่สองได้แก่ ไข่เยี่ยวม้ากะเพรากรอบ แหม เมนูเนี่ย เรากินบ่อยสมัยเป็นเหยี่ยราตรีในเมืองไทย ผับเลิกต้องไปกินข้าวต้มและจะต้องมีคนแอบสั่งอีจานเนี้ยเสมอ พอมาอยู่ออสเตรเลีย อุแม่เจ้า หากินยากมาก เคยลองทำกินเองก็ทำให้ไข่เยี่ยวม้า กลายเป้นไข่ขี้ม้า เพราะเละเทะ เยินมาก กะเพราทอดก็ไหม้ แต่ร้านนี้ทำออกมา สวย งาม ไข่แดงในไข่เยี่ยวม้าก็อร่อยมาก กรอบนอก แต่ นุ่มใน และ ในหมูสับที่ราดหน้าก็มีกลิ่นกะเพราอ่อนๆ กินกับเบียร์แล้ว ช่างรัญจวนลิ้นจริงๆ
ไปแอบถาม แม่ครัวว่าทำงัยเนี่ยพี่ไข่เยี่ยวม้าถึงอร๊อย อร่อย ติดลิ้นขนาดนี้ เจ๊ทำหน้าขรึมๆและตอบว่า ง่ายมากน้อง เราก็เอาเยี่ยวม้าตัวผู้มาหมักไข่ มันจะหมอ นุ่ม แรง อิอิ (ล้อเล่น)
และ แล้วผู้เข้ารอบ จานสุดท้าย ประสาคนชอบสนุกอย่างเรา เวลาไปร้านอาหารต้องดื่ม และ การดื่มให้อร่อยต้องมีจานนี้ แหนมข้อไก่ ใช่แล้วไอ้สิ่งที่เรากินกันบ่อยๆที่ไทยแลนด์นี่แหละ พอมาอยู่นี่มันจะมีรสอร่อยผิดธรรมชาติด้วยแรงความโหยหาอารยธรรม (หรืออีกนัยหนึง่ ความตะกละ) ของพวกเราในออสเตรเลีย จานนี้ชิวๆ กินกับเบียร์เข้ากันที่สุด
จริงๆร้านกับแกล้มมีอาหารหลายอย่างที่อร่อย แต่ข้าพเจ้าจะเลือกแค่ สามอย่าง ในแต่ละร้าน เท่านั้น ดังนั้น กฏ ต้อง เป็น กฏ เข้าใจนะจ๊ะพี่น้อง
ใครอยากไปร้านนี้ก็ลองดูนะ หาง่ายเดินไปจนสุดสาย La Trobe st.....nearby Exhibition St. ลองไปกินดูแล้วจะติดใจ
ร้านนี้มันดีตรงไหน ตอบได้ทันทีว่าตรงเมนู แหม พี่น้องจ๋า มาร้านอาหารหากเมนูไม่ดี ใครจะกลับมากินใช่ไหมเอ่ย ร้านนี้ข้าพเจ้าเห็นได้ว่าพยายามฉีกตำราอาหารไทยโบราณมาสู่ความประยุกต์แนวกินลมชมสะพานมากขึ้น วันนี้อาจจะไม่ได้เอาภาพลงแต่เดี๋ยวจะพยายามอัพเดตเอาภาพมาใส่ให้ชมกันนะเด้อ
มาว่ากันว่าจานโปรดท๊อปทรี คืออะไร
ในใจของเรา ยกให้ แถ่น แถ๊นนนนนน ปลาหมึกนึ่งมะนาว อร่อย แซ่บ สะใจแบบปลาหมึกนึ่งแถวบางแสน พัทยาเลยคุณผู้อ่าน อันนี้ต้องยกความดีให้คนที่ไปซื้อปลาหมึก เพราะเมลเบิรืนนั้น อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารทะเลนักแล ข้อเด่นของจานนี้คือการผสมกลมกลืนของมะนาว พริก และซุป อร่อย แบบว่าเมื่อซอสเข้าปากต้องอมให้รสชาติติดอยู่กับปลายลิ้น แล้วค่อยๆกลืนช้าๆให้น้ำซอสละลายและซึมสู่ร่างกาย อร่อย มาก ถึง มากที่สุด
ผู้เข้ารอบ จานที่สองได้แก่ ไข่เยี่ยวม้ากะเพรากรอบ แหม เมนูเนี่ย เรากินบ่อยสมัยเป็นเหยี่ยราตรีในเมืองไทย ผับเลิกต้องไปกินข้าวต้มและจะต้องมีคนแอบสั่งอีจานเนี้ยเสมอ พอมาอยู่ออสเตรเลีย อุแม่เจ้า หากินยากมาก เคยลองทำกินเองก็ทำให้ไข่เยี่ยวม้า กลายเป้นไข่ขี้ม้า เพราะเละเทะ เยินมาก กะเพราทอดก็ไหม้ แต่ร้านนี้ทำออกมา สวย งาม ไข่แดงในไข่เยี่ยวม้าก็อร่อยมาก กรอบนอก แต่ นุ่มใน และ ในหมูสับที่ราดหน้าก็มีกลิ่นกะเพราอ่อนๆ กินกับเบียร์แล้ว ช่างรัญจวนลิ้นจริงๆ
ไปแอบถาม แม่ครัวว่าทำงัยเนี่ยพี่ไข่เยี่ยวม้าถึงอร๊อย อร่อย ติดลิ้นขนาดนี้ เจ๊ทำหน้าขรึมๆและตอบว่า ง่ายมากน้อง เราก็เอาเยี่ยวม้าตัวผู้มาหมักไข่ มันจะหมอ นุ่ม แรง อิอิ (ล้อเล่น)
และ แล้วผู้เข้ารอบ จานสุดท้าย ประสาคนชอบสนุกอย่างเรา เวลาไปร้านอาหารต้องดื่ม และ การดื่มให้อร่อยต้องมีจานนี้ แหนมข้อไก่ ใช่แล้วไอ้สิ่งที่เรากินกันบ่อยๆที่ไทยแลนด์นี่แหละ พอมาอยู่นี่มันจะมีรสอร่อยผิดธรรมชาติด้วยแรงความโหยหาอารยธรรม (หรืออีกนัยหนึง่ ความตะกละ) ของพวกเราในออสเตรเลีย จานนี้ชิวๆ กินกับเบียร์เข้ากันที่สุด
จริงๆร้านกับแกล้มมีอาหารหลายอย่างที่อร่อย แต่ข้าพเจ้าจะเลือกแค่ สามอย่าง ในแต่ละร้าน เท่านั้น ดังนั้น กฏ ต้อง เป็น กฏ เข้าใจนะจ๊ะพี่น้อง
ใครอยากไปร้านนี้ก็ลองดูนะ หาง่ายเดินไปจนสุดสาย La Trobe st.....nearby Exhibition St. ลองไปกินดูแล้วจะติดใจ
Sunday, September 19, 2010
อาหารไทยในเมลเบิร์น (ต่อ)
บล๊อกที่ผ่านมาอาจสร้างความร้าวฉานในแวดวงคนอ่านเพราะข้าพเจ้าป้ายสีร้านอาหารไทยในเมลเบิร์นไว้ซะอับจนหนทางหากินต่อ อย่างไรก็ตามได้บอกไว้แล้วว่าใน วันวารรรรรร มิใช่วันนี้ ดังนั้นสิ่งที่เล่านั้นได้ถูกปฏิวัติไปเสียมาก ในสมัยเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ข้าพเจ้ามิได้ใส่สีให้ฉูดฉาด เพราะอาหารไทยตอนนั้น น่าเบื่อโคตรๆ (ภาษาวัยรุ่นชิมิ)
สมัยก่อน ร้านอาหารไทยจะเหมือนที่เราทราบๆกันคือ มีเจ๊คุม ประเภทเมียฝรั่ง น่ารักก็ดีใจหาย ร้ายก็บิชชี่สุดๆ ข้าพเจ้าไม่เคยเจอแบบร้ายเลยเล่าไม่ถูกเพราะสมัยเป้นนักเรียนเจอแต่เจ้าของร้านดีโคตรๆ แต่ที่ได้ยินมาคือ ทุกร้านมีเมนุเหมือนกันหมด ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เบื่อไหม (เบื่อซิ) และลูกค้าก็มักเป็นฝรั่งออสซี่ป้าๆลุงๆ ประเภทเข้าร้านมาแล้วเริ่มประโยคสนทนาว่า Oh I love Thai food! So nice and delicious! (เออ รู้แล้ว กินทุกวันไม่ต้องบอก) I love Tom Yam and Pad Thai คิดถึงท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลย์สงครามผู้คิดสูตรผัดไทย ท่านคงดีใจพิลึกที่รู้ว่าสูตรของท่านดังข้ามโลก
ทำกันมาสิบปี มันก็ ผัดไทย แกงเขียวหวาน เปาะเปี๊ยะ แค่นี้ สมัยอยู่เมืองไทย ใครกินฉันกินอาหารประเภทนี้น้อยกว่าตอนมาอยู่ที่นี่เสียอีก
แต่ แต่ ทุกสรรพสิ่งในโลกมีการหมุนเวียน เหมือน วงจรโลหิต yuck! ทุกวันนี้ มีคนไทยมาอยู่เมืองเมลเบิร์นมากขึ้น จนเป็นเหมือนจังหวัดอำนาจเจริญเข้าไปทุกที ที่สำคัญเพราะนโยบายเปิดกว้างจารทางราชการท่าน (ภาษาชาวไทยมาก) คนไทยหลายคน (เช่นข้าพเจ้า) เลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อ เอ อยู่ต่อแล้วทำอะไรดีละ
หนึ่ง เปิดร้านนวด
สอง เปิด เอเย่นต์นักเรียน
สาม อาาาาาาา เปิดร้านอาหารไทย
อาชีพสุดฮิตของอดีตนักเรียนไทยที่มาอยู่ที่นี่ ดังนั้น ร้านอาหรไทยจึงผุดราวดอกเห็ดหน้าฝน มากมายมหาศาล กินกันไม่หวาดไม่ไหว และ แน่นอนตามทฤษฎ๊ธุรกิจ การแข่งขัน นำไปสู่การพัฒนา มุกวันนี้ เราจึงเห็นร้านไทยโฉมใหม่มากขึ้น
ข้าพเจ้าอาสาจะพาคุณผู้อ่านไปลองชิมร้านอาหารไทยยุคใหม่กันตามกำลังที่จะไปได้ โดยในร้านเหล่านี้ เมนูประเภทเปาะเปี๊ย กะหรี่พัฟ แกงแดงแสลงใจ มักจะหายไป แต่จะมีอะไรใหม่ๆ เป็นแนวอาหารจากผับ ราวกับท่านนั่งอยู่หลังสว ทองหล่อ ปานนั้น อร่อย สวย คูล ชิก ที่สำคัญ คนที่ไปทานก็ไม่ใช่ฝรั่งแก่ๆที่ไม่รู้ว่า rambutan คื ออะไร แต่มักเป็นสาวหนุ่มฮิปๆ และ นักเรียนไทยไปนั่งสวยๆ หล่อๆกัน
ร้านเหล่านี้ทำโดยคนรุ่นใหม่แกะกล่อง หน้าตาสดใส หรือบางคนอยู่มานานแต่ผ่านระบบธุรกิจมาเยอะ ทำให้คิดอะไรแตกต่าง แต่ประการนึงที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจคือ ค่าแรงที่จ่ายให้น้องๆนักเรียนไทยนั้น เหมือนเดิมเมื่อสมัย เมียฝรั่งครองอาณาจักรร้านอาหารหรือไม่ (เฮ้ย นอกเรื่อง กลับมา กลับมา)
สมัยก่อน ร้านอาหารไทยจะเหมือนที่เราทราบๆกันคือ มีเจ๊คุม ประเภทเมียฝรั่ง น่ารักก็ดีใจหาย ร้ายก็บิชชี่สุดๆ ข้าพเจ้าไม่เคยเจอแบบร้ายเลยเล่าไม่ถูกเพราะสมัยเป้นนักเรียนเจอแต่เจ้าของร้านดีโคตรๆ แต่ที่ได้ยินมาคือ ทุกร้านมีเมนุเหมือนกันหมด ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เบื่อไหม (เบื่อซิ) และลูกค้าก็มักเป็นฝรั่งออสซี่ป้าๆลุงๆ ประเภทเข้าร้านมาแล้วเริ่มประโยคสนทนาว่า Oh I love Thai food! So nice and delicious! (เออ รู้แล้ว กินทุกวันไม่ต้องบอก) I love Tom Yam and Pad Thai คิดถึงท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลย์สงครามผู้คิดสูตรผัดไทย ท่านคงดีใจพิลึกที่รู้ว่าสูตรของท่านดังข้ามโลก
ทำกันมาสิบปี มันก็ ผัดไทย แกงเขียวหวาน เปาะเปี๊ยะ แค่นี้ สมัยอยู่เมืองไทย ใครกินฉันกินอาหารประเภทนี้น้อยกว่าตอนมาอยู่ที่นี่เสียอีก
แต่ แต่ ทุกสรรพสิ่งในโลกมีการหมุนเวียน เหมือน วงจรโลหิต yuck! ทุกวันนี้ มีคนไทยมาอยู่เมืองเมลเบิร์นมากขึ้น จนเป็นเหมือนจังหวัดอำนาจเจริญเข้าไปทุกที ที่สำคัญเพราะนโยบายเปิดกว้างจารทางราชการท่าน (ภาษาชาวไทยมาก) คนไทยหลายคน (เช่นข้าพเจ้า) เลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อ เอ อยู่ต่อแล้วทำอะไรดีละ
หนึ่ง เปิดร้านนวด
สอง เปิด เอเย่นต์นักเรียน
สาม อาาาาาาา เปิดร้านอาหารไทย
อาชีพสุดฮิตของอดีตนักเรียนไทยที่มาอยู่ที่นี่ ดังนั้น ร้านอาหรไทยจึงผุดราวดอกเห็ดหน้าฝน มากมายมหาศาล กินกันไม่หวาดไม่ไหว และ แน่นอนตามทฤษฎ๊ธุรกิจ การแข่งขัน นำไปสู่การพัฒนา มุกวันนี้ เราจึงเห็นร้านไทยโฉมใหม่มากขึ้น
ข้าพเจ้าอาสาจะพาคุณผู้อ่านไปลองชิมร้านอาหารไทยยุคใหม่กันตามกำลังที่จะไปได้ โดยในร้านเหล่านี้ เมนูประเภทเปาะเปี๊ย กะหรี่พัฟ แกงแดงแสลงใจ มักจะหายไป แต่จะมีอะไรใหม่ๆ เป็นแนวอาหารจากผับ ราวกับท่านนั่งอยู่หลังสว ทองหล่อ ปานนั้น อร่อย สวย คูล ชิก ที่สำคัญ คนที่ไปทานก็ไม่ใช่ฝรั่งแก่ๆที่ไม่รู้ว่า rambutan คื ออะไร แต่มักเป็นสาวหนุ่มฮิปๆ และ นักเรียนไทยไปนั่งสวยๆ หล่อๆกัน
ร้านเหล่านี้ทำโดยคนรุ่นใหม่แกะกล่อง หน้าตาสดใส หรือบางคนอยู่มานานแต่ผ่านระบบธุรกิจมาเยอะ ทำให้คิดอะไรแตกต่าง แต่ประการนึงที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจคือ ค่าแรงที่จ่ายให้น้องๆนักเรียนไทยนั้น เหมือนเดิมเมื่อสมัย เมียฝรั่งครองอาณาจักรร้านอาหารหรือไม่ (เฮ้ย นอกเรื่อง กลับมา กลับมา)
Saturday, September 18, 2010
อาหารไทยในเมลเบิร์น
วันนี้ขอเขียนภาษาไทยนะครับ เพราะว่าคิดว่าคงมีคนอ่านเรื่องนี้เป็นคนไทยมากกว่าชาวต่างด้าว (ชอบคำนี่จัง) เรื่องของเรื่องก็คือ หลังจากที่มาอยู่ต่างด้าว(อีกและ) นานเข้าก็เริ่มหายเห่ออาหารนานาชาติและกลับมาถวิลหารสชาติไทยๆ นี่หาใช่การคืนสู่สามัญแต่ประการใดแต่เราสามารถบอกได้ว่า ความแซ่บ แสบ แบบไทยๆนั้นมีอยู่จริง ดังนั้น การออกทัวร์ร้านอาหารไทยในเมลเบิร์นจึงกลายมาเป็นมิชชั่นใหม่ของกระผม
ร้านไทยในวันวารที่เมืองนี้มีเยอะ และมักจะเป็นกลุ่มเมียฝรั่ง (คำนี้มิได้มีนัยยะใดๆทั้งสิ้น) เพราะกลุ่มนี้มาอยู่นี้ได้พักนึง ไม่มีทักษะที่เป็นด้านวิชาชีพอื่นใดมากนัก นอกจากการทำอาหารที่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษไทยเราสั่งสมมา (อันนี้ก็จริงนะเป็นเรื่องที่ดี) ดังนั้นเหล่าพี่ๆน้าก็มาเริ่มเปิดร้านอาหารไทย
ไอ้กระผมเอง ก็ไม่รู้ว่าทำไม และ ใครเป็นกลุ่มแรกๆที่คิดเมนู แต่มันกลายมาเป็นเมนูมิสไทยแลนด์เวิลดิ์ (ที่ไม่ใช่ นางงาม) เพราะไปที่ไหนมันก็มาอีแบบเนี้ยหมดทั้งโลก เอ หรือมันเป็นเมนูไทยแบบโลกาภิวัฒน์ ไม่ทราบจริงๆ
โดยมีภาคบังคับคือ.................
เปาะเปี๊ย กะหรี่พัฟ ถุงทอง(อันนี้ไม่เคยกินในเมืองไทย แลดูเป็นอาหารแนวประยุกต์)
บางครั้งสามอย่างนี้มาในมาดใหม่เรียก อองเทรรวม ต๊าย ฟังดูเก๋ๆ เป็นฝรั่งๆ แต่พอมาถึงโต๊ะ อ้าวมันก็คือ อีน้องนางบ้านนาที่เราเคยกินนี่หว่า
ต้มยำกุ้ง และ ต้มยำกุ้งใส่กะทิและมาดัดจริตเรียกต้มข่า ร้อยละเก้าสิบห้า ใช้ผงหรือน้ำพริกต้มยำมาละลายน้ำใส่ผักบ้าๆบอๆเช่น แครอต ถั่วในต้มยำ พอเราถาม แม่ครัวมักจะตอบว่า โอ๊ยประยุกต์ๆคะ in other words มีแดกก็แดกไป อย่าเรื่องมาก
แกงเขียวหวาน แกงแดง แกงมัสมั่น (ส่งเข้าประกวดโดยน้ำพริกแม่พลอย) ทุกอย่างใส่น้ำตาลถ้วยละครึ่งโล กะทิมัน เข้ม กินแล้วเขาโรงบาลแอดมิทด่วน หรือใครโชคดีรอดปลอดภัยก็ต้องวิ่งไปแมรี่ฟร้านซ์ เพราะน้ำหนักคุณจะขึ้นแบบน้ำท่วมภาคใต้ คือ ไม่ทันตั้งตัว
ผัดน้ำพริกเผา ผัดโหระพา (ประยุกต์มาจากกะเพรา) มัน มัน และมัน
ผัดไทยหวานๆ ผัดซีอิ๊วเค็มๆ ผัดไทยของเรามักจะกลมกล่อมแต่ที่เมลเบิร์นกินแล้วไม่ต้องกล่อมเพราะคุณจะอารมณ์เสียไปกับความหวานของมัน ทุกร้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไก่ย่างที่ไม่รู้จะใส่โคตรพ่อโคตรแม่ซีอิ๋วไปทำไมมากมาย
ข้าวกะทิโรยมะพร้าวและงา กินแล้วคิดว่านี่กูกินอะไรอยู่
ตามด้วย กล้วยทอดกินกับไอติม
มันวนและเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ของเมนูอาหารไทยจนกระผมเบื่อ และ เบื่อ และ เบื่อ จนต้องหยุดไปร้านอาหารไทยในเมลเบิร์น ทุกอย่างเหมือนเดิมตั้งแต่เปาะเปี๊ยะจนถึงกล้วยทอด พี่ๆป้าๆทำไมไม่คิดอะไรใหม่ๆมาให้เรากินบ้าง
เออ ได้แต่ตั้งคำถามแต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวเจ้าของร้านอาหารไทยรุมด่าและเอาตะหลิวตบกบาลข้าพเจ้า
รมณ์เสียไหม
เดี๋ยวมาเล่าต่อ
ร้านไทยในวันวารที่เมืองนี้มีเยอะ และมักจะเป็นกลุ่มเมียฝรั่ง (คำนี้มิได้มีนัยยะใดๆทั้งสิ้น) เพราะกลุ่มนี้มาอยู่นี้ได้พักนึง ไม่มีทักษะที่เป็นด้านวิชาชีพอื่นใดมากนัก นอกจากการทำอาหารที่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษไทยเราสั่งสมมา (อันนี้ก็จริงนะเป็นเรื่องที่ดี) ดังนั้นเหล่าพี่ๆน้าก็มาเริ่มเปิดร้านอาหารไทย
ไอ้กระผมเอง ก็ไม่รู้ว่าทำไม และ ใครเป็นกลุ่มแรกๆที่คิดเมนู แต่มันกลายมาเป็นเมนูมิสไทยแลนด์เวิลดิ์ (ที่ไม่ใช่ นางงาม) เพราะไปที่ไหนมันก็มาอีแบบเนี้ยหมดทั้งโลก เอ หรือมันเป็นเมนูไทยแบบโลกาภิวัฒน์ ไม่ทราบจริงๆ
โดยมีภาคบังคับคือ.................
เปาะเปี๊ย กะหรี่พัฟ ถุงทอง(อันนี้ไม่เคยกินในเมืองไทย แลดูเป็นอาหารแนวประยุกต์)
บางครั้งสามอย่างนี้มาในมาดใหม่เรียก อองเทรรวม ต๊าย ฟังดูเก๋ๆ เป็นฝรั่งๆ แต่พอมาถึงโต๊ะ อ้าวมันก็คือ อีน้องนางบ้านนาที่เราเคยกินนี่หว่า
ต้มยำกุ้ง และ ต้มยำกุ้งใส่กะทิและมาดัดจริตเรียกต้มข่า ร้อยละเก้าสิบห้า ใช้ผงหรือน้ำพริกต้มยำมาละลายน้ำใส่ผักบ้าๆบอๆเช่น แครอต ถั่วในต้มยำ พอเราถาม แม่ครัวมักจะตอบว่า โอ๊ยประยุกต์ๆคะ in other words มีแดกก็แดกไป อย่าเรื่องมาก
แกงเขียวหวาน แกงแดง แกงมัสมั่น (ส่งเข้าประกวดโดยน้ำพริกแม่พลอย) ทุกอย่างใส่น้ำตาลถ้วยละครึ่งโล กะทิมัน เข้ม กินแล้วเขาโรงบาลแอดมิทด่วน หรือใครโชคดีรอดปลอดภัยก็ต้องวิ่งไปแมรี่ฟร้านซ์ เพราะน้ำหนักคุณจะขึ้นแบบน้ำท่วมภาคใต้ คือ ไม่ทันตั้งตัว
ผัดน้ำพริกเผา ผัดโหระพา (ประยุกต์มาจากกะเพรา) มัน มัน และมัน
ผัดไทยหวานๆ ผัดซีอิ๊วเค็มๆ ผัดไทยของเรามักจะกลมกล่อมแต่ที่เมลเบิร์นกินแล้วไม่ต้องกล่อมเพราะคุณจะอารมณ์เสียไปกับความหวานของมัน ทุกร้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไก่ย่างที่ไม่รู้จะใส่โคตรพ่อโคตรแม่ซีอิ๋วไปทำไมมากมาย
ข้าวกะทิโรยมะพร้าวและงา กินแล้วคิดว่านี่กูกินอะไรอยู่
ตามด้วย กล้วยทอดกินกับไอติม
มันวนและเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ของเมนูอาหารไทยจนกระผมเบื่อ และ เบื่อ และ เบื่อ จนต้องหยุดไปร้านอาหารไทยในเมลเบิร์น ทุกอย่างเหมือนเดิมตั้งแต่เปาะเปี๊ยะจนถึงกล้วยทอด พี่ๆป้าๆทำไมไม่คิดอะไรใหม่ๆมาให้เรากินบ้าง
เออ ได้แต่ตั้งคำถามแต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวเจ้าของร้านอาหารไทยรุมด่าและเอาตะหลิวตบกบาลข้าพเจ้า
รมณ์เสียไหม
เดี๋ยวมาเล่าต่อ
Subscribe to:
Posts (Atom)




